สรุป กฎหมายอีเพย์เมนต์ ธนาคารส่งข้อมูลบัญชีให้กับสรรพากร

เปิดรายละเอียด กฎหมายอีเพย์เมนต์ รับโอนเงินเกินกำหนด เจอตรวจสอบ แบบนี้ใครบ้าง จะได้รับผลกระทบ 

     ได้รับความสนใจและถูกพูดถึงกันอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ เมื่อล่าสุด (วันที่ 20 มีนาคม 2562) ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 (อ่านข่าว - ฝาก-รับเงินถี่มีหนาว ! กฎหมายอีเพย์เมนต์ รายงานธุรกรรมเฉพาะ) โดยมีประเด็นสำคัญ คือ ให้สถาบันการเงินเปิดเผยข้อมูลบัญชีที่มีความเคลื่อนไหวเข้าข่ายต้องเสียภาษี หรือที่หลายคนเรียกกันแบบเข้าใจว่า "พ.ร.บ.เก็บภาษีผู้ค้าออนไลน์" หรือ "กฎหมายอีเพย์เมนต์" นั่นเอง

          นั่นแปลว่า ใครที่รับโอนเงินถึงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ก็จะถูกส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษี และไม่ใช่แค่คนขายของออนไลน์เท่านั้น แต่ทุกคนมีสิทธิ์โดนเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้น เรามาดูรายละเอียดของกฎหมายนี้กันให้ชัด ๆ ดีกว่า    

กฎหมายอีเพย์เมนต์ เริ่มเมื่อไหร่ 

           ขณะนี้ได้มีการประกาศให้ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ประเด็นที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) เป็นกฎหมายแล้ว โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 และให้สถาบันการเงินส่งรายงานธุรกรรมครั้งแรกต่อกรมสรรพากร ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 

บังคับใช้กับใครบ้าง 

ประเด็นสำคัญของกฎหมายนี้ เพื่อต้องการตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่มีรายได้ มียอดฝาก หรือรับโอนเงินทุกคน เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เสียภาษี ไม่ว่าจะเป็น 
 
          - ร้านค้าออนไลน์
 
          - พ่อค้า-แม่ค้า
 
          - มนุษย์เงินเดือน
 
          - อาชีพรับจ้าง
 
          - บริษัท-ห้างร้านต่าง ๆ
 
          รวมถึงผู้ที่มีรายได้อื่น ๆ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ไม่ได้มีการยื่นเสียภาษีอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ดี กฎหมายจะไม่มีการตรวจสอบเพื่อเก็บภาษีย้อนหลัง 


ยอดรับโอนเท่าไหร่ ธนาคารถึงส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร

 
          สถาบันการเงินจะส่งข้อมูลการใช้บริการให้กรมสรรพากรก็ต่อเมื่อ จะต้องมียอดฝากหรือรับโอนเงิน รวมกันทุกช่องทางทั้งเคาน์เตอร์ธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม และ Internet Banking (ไม่รวมการโอนเงินให้บัญชีตนเองและคนอื่น) ในแต่ละธนาคาร ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
 
          1. ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีตั้งแต่ 3,000 ครั้ง/ปี

          นับเฉพาะจำนวนครั้งที่รับโอนเงิน คือถ้าปีนั้นรับโอนถึง 3,000 ครั้ง โดนตรวจสอบหมด ไม่ว่ามูลค่าเงินจะมากน้อยแค่ไหนก็ตาม 

          2. ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดเงินรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาท/ปีขึ้นไป

          ต้องเข้า 2 เงื่อนไข ทั้งจำนวนครั้งและมูลค่าเงิน เช่น ยอดโอน 400 ครั้ง มูลค่ารวม 2.5 ล้านบาท แบบนี้คือโดนตรวจสอบ 

          แต่ถ้าเป็น ยอดโอน 400 ครั้ง มูลค่ารวม 1 ล้านบาท แบบนี้จะไม่โดนตรวจสอบ หรือยอดโอน 300 ครั้ง มูลค่า 3 ล้านบาท ก็ไม่โดนตรวจสอบเช่นกัน 

          ทั้งนี้ การนับยอดทำธุรกรรมจะเป็นแบบปีต่อปี คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม ของปีนั้น ๆ โดยข้อมูลที่่ส่งจะแยกเป็นรายสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้รวมข้อมูลหรือเชื่อมโยงกัน
  

ขายของออนไลน์เท่าไหร่ ถึงต้องเสียภาษี

ย้ำก่อนว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นคนละส่วนกับการเรียกเก็บภาษีขายของออนไลน์ เพราะเป็นเพียงการให้ธนาคารเปิดเผยข้อมูลบัญชี เพื่อให้กรมสรรพากรตรวจสอบเท่านั้น ซึ่งอาจจะโดนเก็บภาษีหรือไม่โดนก็ได้ เพราะต้องไปดูรายได้รวมอีกที  
 
          ส่วนเรื่องการเสียภาษีออนไลน์ ปัจจุบันร้านค้าออนไลน์ก็ต้องยื่นเสียภาษีกันอยู่แล้ว หากมีรายได้ตามเกณฑ์ ดังนี้ ่ 
 
          - ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากมีเงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,000 บาท/ปีขึ้นไป 
 

          - ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี 

          อ่านเพิ่มเติม : ขายของออนไลน์เสียภาษีอย่างไร ? วิธีคำนวณง่าย ๆ ก่อนยื่นภาษี


กฎหมายบังคับใช้แล้ว เตรียมตัวยังไงดี
 
        ใครที่กลัวว่าการบังคับใช้กฎหมายนี้ จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า บอกเลยว่าไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะกฎหมายไม่บังคับใช้ย้อนหลัง โดยเฉพาะใครที่ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายชัดเจน และเก็บเอกสารต่าง ๆ หลักฐานครบถ้วน รับรองว่าไม่มีปัญหาตามมาแน่นอน เพราะเกณฑ์การเสียภาษีต่าง ๆ ยังคงเท่าเดิม เคยเสียยังไง ก็ยังเป็นแบบนั้น   
 
        หรือถ้าเป็นกรณีมีการรับโอนเงินเกินกำหนด แต่การโอนนั้นไม่ใช่การซื้อ-ขาย เราไม่ได้มีรายได้จากตรงนั้น เช่น ลูกได้รับโอนเงินจากพ่อ-แม่ ยังไงกรณีนี้ก็ไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีอยู่แล้ว หากกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ เราก็เพียงแจ้งไปตามข้อเท็จจริงเท่านั้น
 
          สรุปแล้วกฎหมายฉบับนี้ เพื่อต้องการตรวจสอบให้ผู้ที่อยู่นอกระบบภาษี เข้ามาเสียภาษีแบบถูกต้องมากขึ้น ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีรายได้ทุกคนอยู่แล้ว ดังนั้น ใครที่ยื่นเสียภาษีแบบถูกต้อง รับรองว่าไม่มีผลกระทบแน่นอน
 
*** อัปเดตข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://money.kapook.com

23 พฤษภาคม 2562

ผู้ชม 65 ครั้ง

DOWNLOAD ตัวอย่างหนังสือเชิญประชุม

ประชุมวิสามัญ
  • กรรมการเข้า-ออก
  • เพิ่มทุน
  • ลดทุน
  • แก้ไขวัตถุประสงค์
  • ย้ายสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่
  • แก้ไขข้อบังคับ
  • จ่ายเงินปันผล
  • ควบบริษัท
  • เปลี่ยนชื่อบริษัท
  • แปรสภาพห้างหุ้นส่วนเป็น บริษัทจำกัด
  • เลิกบริษัท-ขั้นตอนที่ 1 เชิญประชุม
  • เลิกบริษัท-ขั้นตอนที่ 2 ประกาศแจ้งเจ้าหนี้ลูกหนี้
  • เลิกบริษัท-ขั้นตอนที่ 3 เชิญประชุมอนุมัติงบ
  • เลิกบริษัท-ขั้นอตนที่ 4 เสร็จชำระบัญชี
  • เลิกห้างหุ้นส่วน-ประกาศเจ้าหนี้ลูกหนี้
  • ฯลฯ (สอบถามเพิ่มเติมได้)
ประชุมสามัญประจำปี
      • เชิญประชุมปิดงบการเงิน สามัญ-ประจำปี
Engine by shopup.com