การพัฒนาประกันสังคมสู่สังคมที่เท่าเทียม

การพัฒนาประกันสังคมสู่สังคมที่เท่าเทียม

      ความเหลื่อมล้ำของคนเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีความสลับซับซ้อนเนื่องจากมีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย การศึกษา และอื่นๆ ดังนั้นมาตรการเพื่อพัฒนาสู่สังคมที่เท่าเทียมจึงมีได้หลากหลายโดยเฉพาะด้านรายจ่ายที่รัฐบาลไทยสามารถปรับปรุงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ดีที่สุดคือ รายจ่ายด้านการคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) และด้านสวัสดิการ (Welfare) เนื่องจากเป็นด้านที่รัฐบาลไทยยังทำน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว หรือประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกับประเทศไทย

      ภาพสะท้อนของสังคมไทยที่ยังขาดการดูแลจากภาครัฐในด้านการคุ้มครองทางสังคมและด้านสวัสดิการ ยกตัวอย่างกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคม 3 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มเด็กปฐมวัยหรือเด็กเล็กก่อนวัยเรียน กลุ่มวัยทำงานที่รวมผู้ทำงานที่เป็นแรงงานนอกระบบและกลุ่มผู้สูงอายุ

      ปัญหาเด็กปฐมวัยคือ ยังมีเด็กเล็กก่อนวัยเรียนจำนวนมากที่ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมเนื่องจากพ่อ แม่ มีฐานะยากจน เป็นแรงงานนอกระบบ ไม่มีเวลาเพียงพอในการดูแลเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ซึ่งในการแก้ปัญหาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในระดับสากลมีแนวทางแก้ปัญหา 2 วิธี คือ

  • จัดหาบริการดูแลเด็กเล็กก่อนวัยเรียนโดยไม่คิดค่าบริการหรือคิดค่าบริการต่ำ
  • ให้เงินสงเคราะห์บุตรแล้วให้ผู้ปกครองไปซื้อหาบริการ (อาจเป็นการจ้างคนในครอบครัวเช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ดูแลเด็กเล็กก่อนวัยเรียนก็ได้)

      สำหรับกรณีของประเทศไทย เด็กเล็กก่อนวัยเรียนได้รับสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรจำนวนน้อยมาก กล่าวคือเงินกรณีสงเคราะห์บุตรจะได้รับเฉพาะเมื่อพ่อ แม่ มีประกันสังคมตามมาตรา 33 มาตรา 39 สำหรับมาตรา 40 ไม่ได้รับความคุ้มครอง ดังแสดงในรูป

 สิทธิประโยชน์ มาตรา 33 มาตรา 39  มาตรา 40
กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย / / /
กรณีคลอดบุตร / /  
กรณีทุพพลภาพ / / /
กรณีตาย / / /
กรณีสงเคราะห์บุตร / /  
กรณีชราภาพ / / /
กรณีว่างงาน /    

      ปัญหาของกลุ่มวัยทำงาน คือกลุ่มพ่อ แม่ ของเด็กบางกลุ่มที่ไม่มีความคุ้มครองประกันสังคมตามมาตรา 33 มาตรา 39 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานกลุ่มแรงงานนอกระบบซึ่งกลุ่มที่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40แต่ไม่ได้ให้ความคุ้มครองกรณีสงเคราะห์บุตร กรณีคลอดบุตร และกรณีว่างงานดังนั้นหากกลุ่มดังกล่าวประสบปัญหาการว่างงานรายได้ของครอบครัวก็จะหายไปซึ่งรวมถึงไม่มีเงินสงเคราะห์บุตรให้ด้วย ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีส่วนสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยและยังมีแนวโน้มไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาของกลุ่มผู้สูงอายุ คือผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีซึ่งในปัจจุบันได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในลักษณะถ้วนหน้าตามช่วงอายุ ยกเว้นผู้ที่ได้รับสวัสดิการบำเหน็จบำนาญของรัฐอื่นๆ เช่นข้าราชการ ซึ่งปัญหาของผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน ไม่มีบุตรหลานดูแลหรือบุตรหลานมีฐานะยากจนด้วยลำพังเงินที่รัฐจ่ายให้เป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคงไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน เนื่องจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังต่ำกว่าเส้นความยากจนที่กำหนดไว้อยู่ที่ประมาณ 2,500 บาท/คน/เดือนนอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุที่อาจต้องการความช่วยเหลือดูแลเป็นพิเศษจากปัญหาสุขภาพที่มากกว่าผู้สูงอายุโดยทั่วไป เรียกว่าผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงซึ่งการดำรงชีพของผู้สูงอายุกลุ่มนี้ต้องการการใช้จ่ายมากกว่าผู้สูงอายุกลุ่มทั่วไป โดยค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงจะมากกว่าเส้นความยากจน เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้ตามอัตภาพขั้นพื้นฐาน เช่นต้องการบริการในรูปแบบระยะยาว (Long-term care)มากกว่า ซึ่งผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ดังแสดงในรูป

      จากสภาพของปัญหาของผู้ด้อยโอกาสในสังคมที่กล่าวมาการลดปัญหาและความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนให้แก่กลุ่มประชาชนผู้ด้อยโอกาสในสังคมได้รับการดูแลรัฐบาลอาจจัดสรรงบประมาณสำหรับการดูแลประชาชนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคมเช่นการให้บริการศูนย์เด็กเล็กเพื่อให้สามารถรับเด็กเล็กที่ยากจนทั่วประเทศไปดูแล หรือการดูแลพ่อ แม่ที่ยากจนให้สามารถดูแลบุตรหลานผู้สูงอายุในความดูแล หรือการสมทบการคุ้มครองประกันสังคมตามมาตรา 40 เพื่อให้แรงงานที่ยากจนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองประกันสังคมได้ทุกคน

      จากสภาพปัญหาของผู้ด้อยโอกาสในสังคมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความคุ้มครองประกันสังคมเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนให้กับผู้คนในสังคม ให้ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการทางสังคมต่างๆ ที่จำเป็น เช่น กรณีเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีคลอดบุตรกรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพและกรณีว่างงานจากที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2533 รวมถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 26 ปีแล้วซึ่งได้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย เช่นการเพิ่มค่าคลอดบุตร การเพิ่มค่าทำศพ การเพิ่มค่าสงเคราะห์บุตร การเพิ่มค่าทันตกรรม การเพิ่มค่ารักษาพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูงเช่นการปลูกถ่ายไขกระดูก และการให้ยาต้านไวรัส HIV เป็นต้น และยังมีการขยายขอบเขตการให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมไปยังแรงงาน นอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานกลุ่มใหญ่ของประเทศให้สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้ตามความสมัครใจ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคมที่สามารถเข้าถึงระบบความคุ้มครองประกันสังคมของประเทศไทยได้อย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ความคุ้มครองประกันสังคมของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคมยังไม่ได้หยุดนิ่งเพียงการคุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยกรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีชราภาพเท่านั้นในระยะเวลาข้างหน้าได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อปรับปรุงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบความคุ้มครองประกันสังคมเพิ่มมากขึ้นและเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป

10 ธันวาคม 2560

ผู้ชม 1162 ครั้ง

DOWNLOAD ตัวอย่างหนังสือเชิญประชุม

ประชุมวิสามัญ
  • กรรมการเข้า-ออก
  • เพิ่มทุน
  • ลดทุน
  • แก้ไขวัตถุประสงค์
  • ย้ายสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่
  • แก้ไขข้อบังคับ
  • จ่ายเงินปันผล
  • ควบบริษัท
  • เปลี่ยนชื่อบริษัท
  • แปรสภาพห้างหุ้นส่วนเป็น บริษัทจำกัด
  • เลิกบริษัท-ขั้นตอนที่ 1 เชิญประชุม
  • เลิกบริษัท-ขั้นตอนที่ 2 ประกาศแจ้งเจ้าหนี้ลูกหนี้
  • เลิกบริษัท-ขั้นตอนที่ 3 เชิญประชุมอนุมัติงบ
  • เลิกบริษัท-ขั้นอตนที่ 4 เสร็จชำระบัญชี
  • เลิกห้างหุ้นส่วน-ประกาศเจ้าหนี้ลูกหนี้
  • ฯลฯ (สอบถามเพิ่มเติมได้)
ประชุมสามัญประจำปี
      • เชิญประชุมปิดงบการเงิน สามัญ-ประจำปี
Engine by shopup.com